โมเสส ฮีโร่! เชลซีห้าวเป้งแซงนำพลิกชนะสเปอร์ส 2-1 นำฝูง-สเปอร์สพ่ายนัดแรก

0
109

samsung-banner

เกมสุดท้ายของพรีเมียร์ ลีก วันเสาร์ “ลอนดอน ดาร์บี้แมตซ์” เชลซี เปิดบ้านพบกับ ท๊อตแน่ม ฮอตสเปอร์ส โดยเจ้าบ้านนี่เป็นเกมที่ 6 แล้วที่เชลซีไม่เปลี่ยนแปลงตัวจริงทั้งหมด ซึ่งด้วยทีมชุดนี้พวกเขายังไม่เสียประตูเลย และทำให้ทีมกลับมาสู่เส้นทางการลุ้นแชมป์อย่างเต็มตัว ในขณะที่สเปอร์ส คือทีมเดียวของลีกฟุตบอลอังกฤษที่ยังสะกดคำว่าแพ้ไม่เป็นในเกมลีก

เริ่มต้นเกมทั้งสองทีมเดินหน้าเข้าหากันเลย สเปอร์สมาแบบไม่มีกลัว เซตบอลเข้าทำใส่เชลซีทันที

นาทีที่ 5 เอริคเซ่น เปิดฟรีคิกเข้าเขตโทษและบอลตกมาถึงเคน ยิงเข้าไปจ่อๆ แต่ถูกจับเป็นจังหวะล้ำหน้าไปก่อนแล้ว

นาทีที่ 8 สเปอร์สยังดุดันกว่า และได้ฟรีคิกระยะอันตรายอีกครั้ง และเป็นไดเออร์ ขอยิงฟริคิกด้วยขวา บอลเหินข้ามคานออกไป

Goal! นาทีที่ 11 สเปอร์สกดดันอยู่นาน และก็มาได้จนได้จาก จังหวะลุยขึ้นมาของ ซอง ก่อนไหลมาถึงเอริคเซ่น แตะหนึ่งจังหวะ ก่อนกดด้วยซ้าย บอลพุ่งเสียบตาข่ายแทบขาด ออกนำเรียบร้อย และเป็นประตูแรกที่เชลซีเสียในรอบ 7 เกม

เชลซียังต่อบอลกันไม่เนียนตา และหวิดโดนเพิ่ม เอริคเซ่นของยิงไกลอีกรอบ แต่คราวนี้แฉลบออกหลังไป จังหวะเตะมุม เอริคเซ่น เปิดเตะมุมด้านขวา บอลทะลักมาถึง ซอง ยิงหน้าเขตโทษหลุดกรอบออกไป

ผ่าน 15 นาที เชลซีพยายามบุกตั้งเกม แต่สเปอร์สวันนี้เล่นเพรสซิ่งสูงกดดันได้ต่อเนื่องจริงๆ

นาทีที่ 18 เชลซีมีโอกาสบ้าง จังหวะฟรีคิกอาซาร์ เปิดเข้าไปเจอสกัดออกมา ก่อนโมเสสพยายามหนุนขึ้นหน้า แต่ก็กลายเป็นลูกล้ำหน้าเรียบร้อย

เกมเดินอย่างไว ผ่านไปแล้ว 20 นาที เชลซีดูเสียเปรียบนิดหน่อย

นาทีที่ 23 สเปอร์ส เซตบอลหน้าเขตโทษกันหลายนาที แต่สุดท้ายจบที่ วานยาม่าลองยิงไกลหน้าเขตโทษ บอลลอยข้ามคานออกไป

นาทีที่ 25 เขลซีได้จังหวะสวนกลับ แต่สุดท้ายไม่ได้จบ เพราะโดนจับล้ำหน้าไปก่อน

นาทีที่ 26 เดมเบเล่กลายเป็นคนแรกของสเปอร์ส ที่รับใบเหลือในเกมนี้

นาทีที่ 29 จังหวะยิงประตูจะๆ ของเชลซีมาแล้ว และเป็นดาวิด ลุยซ์ ยิงฟรีคิก ยังไม่ผ่านมือนายทวารสเปอร์ส

นาทีที่ 33 สเปอร์สหวิดได้ลูกสองจาก เคน ใช้ความสามารถเฉพาะตัวลากบอลผ่านแนวรับเชลซียิงเต็มข้อ เดือดร้อน กูตัวร์ส ปัดทิ้งออกไปได้

นาทีที่ 37 ทั้งสองทีมผลัดกันรุกและรับเต็มที่ แต่ก็ยังไม่มีประตูเกิดขึ้น เอริคเซ่น ได้โอกาสย งไก้ บอลเหินข้ามคานออกไป

Goal! นาทีที่ 45 เชลซีพยามขึ้นมาอีกครั้ง และมาได้จริงๆ จากจังหวะกดดันมาหลายนาที จนกระทั่งมาจบที่เปโดร ดึงหลอกแนวรับก่อนปั่นด้วยขวาหน้าเขตโทษ โค้งผ่านมือยอริสเข้าไปแบบสุดสวย เสมอกันแล้ว 1-1

จบครึ่งแรก เชลซี 1 – 1 สเปอร์ส

ครึ่งหลังไม่มีการเปลี่ยนผู้เล่นแต่อย่างใด

นาทีที่ 48 กองเต้ลองทักก่อน จากจังหวะยิงไกลหน้าเขตโทษ แต่ยังไม่ผ่านมือยอริส

Goal! นาทีที่ 51 เชลซีพลิกกลับขึ้นนำจนได้จากจังหวะแย่งบอลกลางสนาม ดิเอโก้ คอสต้าได้บอลลากมาจนสุดเส้น ผ่านถวายพานมาให้โมเสส แปโล่งๆ บอลชนแฟร์ทองเก้นเข้าประตูไปแบบสะใจทั้งสนาม

นาทีที่ 53 เชลซี ยังลุ้นต่อเนื่องจากจังหวะลุยขึ้นมาทางขวา ก่อนไหลเข้าทางหน้าเขตโทษ มาร์กอส อลอนโซ่ ยิงตรงจุดโทษโล่งๆ บอลเหินข้ามคานออกไป

นาทีที่ 55 เกมเป็นวันเวย์แล้ว โมเสส ได้บอลอีกครั้งคราวนี้เลือกเปิดเข้าเขตโทษ คอสต้า เข้าไม่ถึงเพียงนิดเดียว

ครบชั่วโมงแล้วเป็นเชลซีที่ครองเกมได้ดีกว่าแล้ว

นาที่ 63 สเปอร์สน่าได้จากการส่งบอลคืนหลังพลาดของเชลซี ก่อนเคนจะได้บอลลากไปสุดเส้สก่อนตบกลับมาให้เอริคเซ่นยิง บอลยังไม่ผ่านมือ กูรตัวร์ส นายทวารเชลซี

นาทีที่ 65 สเปอร์สเปลี่ยนผู้เล่นคนแรกของเกมเปลี่ยน ซอง-ซึงมิน ออก ส่ง แฮรี่ วิงคส์ ลงสนามมาแทน

นาทีที่ 71 สเปอร์สมาอีกหนคราวนี้ เป็นอัลลี เล่นกับเคน ก่อนมาถึงอัลลีได้เข้าเขตโทษยิงเข้าข้างตาข่าย

นาทีที่ 73 สเปอร์ส ถอดอัลลีที่มีอาการบาดเจ็ดออกมา ส่ง จอร์จ เอนคูดู ลงแทน

นาทีที่ 76 เชลซีน่าได้จากมาร์กอส อลอนโซ่ วางยาวเข้าเขตโทษมาถึงคอสต้า แต่บอลไปโดนไหล่แทนบอลเลยหลุดกรอบออกไป

นาทีที่ 77 เชลซีเปลี่ยนตัว อารซาร์ ออกไป ส่งวิลเลี่ยนลงมาเล่นแทน

นาทีที่ 80 เชลซีเปลี่ยนคนที่สอง ถอดเอาโมเสส คนยิงประตูที่สองของเกม และส่งอิวาโนวิชลงมาเสริมแนวรับ

นาทีที่ 84 สเปอร์สยังไม่ยอมแพ้ พยายามลุยหนักในขณะที่เชลซีเปลี่ยนคนสุดท้ายส่งออสการ์ ลงแทนที่เปโดร เช่นเดียวกับสเปอร์สถอดกองกลางรับอย่างวานยาม่า ออก และส่งกองหน้าอย่าง วินเซนต์ แยนเซ่นลงเล่นแทน

นาทีที่ 86 เอนคูดูตัวสำรองได้บอลลุยทางซ้าย ก่อนยิงวัดเสารแรก แต่ไม่ผ่านือกูรตัวรส์

ทดเจ็บ 3 นาที สเปอร์สยังขอลุ้นอีกเฮือกแต่ก็ไม่ทัน เชลซี กลับมาเป็นจ่าฝูงอีกครั้งด้วยการเล่น 13 เกมมี 31 คะแนน ขณะที่สเปอร์สพ่ายครั้งแรกในฤดูกาลนี้ ยังอยู่อันดับ 5 เท่าเดิม

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

เชลซี: ธิโบลต์ กูรตัวร์ส, เซซาร์ อัสปิลิกวยต้า, ดาวิด ลุยซ์, แกรี่ เคฮิลล์, วิคเตอร์ โมเสส (บรานิสลาฟ อิวาโนวิช 80), เอนโกโล่ กองเต้, เนมันย่า มาติซ, มาร์กอส อลอนโซ่, เปโดร โรดริเกวซ (ออสการ์ 83), ดิเอโก้ คอสต้า, เอแดน อาซาร์ (วิลเลี่ยน 77)

สเปอร์ส: ฮูโก้ ยอริส, ไคล์ วอล์คเกอร์, เอริค ไดเออร์, แยน แฟร์ทองเก้น, เควิน วิมเมอร์, ซองฮึง-มิน (แฮรี่ วิงคส์ 65), มูสซ่า เดมเบเล่ , วิคเตอร์ วานยาม่า (วินเซนต์ แยนเซ่น 84), เดเล่ อัลลี่ (จอร์จ เอนคูดู 73), คริสเตียน เอริคเซ่น, แฮรี่ เคน