แดงเดือด..เกมเดือด.. เดิมพันอันตราย

0
2774

ในทางทฤษฎีและในทางปฏิบัติ สำหรับสาวกสองทีม ทั้งผู้กรีดเลือดเป็น “เดอะ ค็อป” หรือ ผู้ปวารณาตัวเป็นสาวก “อสูรร้าย” ไม่ว่าจะพบกันในสถานการณ์ไหน การโรมรันเพลงแข้งระหว่าง “ลิเวอร์พูล” กับ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ล้วนมีความหมายเสมอ เกมนัด “มันเดย์ไนท์” ที่จะถึงนี้ก็เยี่ยงกัน

ศึกสองขั้วอำนาจลูกหนังแห่งเกาะอังกฤษเมื่อครั้งอดีต ถึงคราวได้บรรเลงเพลงแข้งอีกครั้ง แม้นกองเชียร์บางคนอาจไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่นักกับการเจอกันในช่วงเวลาเยี่ยงนี้ การเจอกับทีมโหดๆ หลังเกมทีมชาติที่นักเตะหลายคนอาจมีความอ่อนล้าอย่างน้อยก็ดูน่าหนักใจกว่าเยอะ อีกทั้งเรามิอาจรู้ว่าใครจะดวงแตกถึงขั้นบาดเจ็บกลับมาสู่ทีม ซึ่งล่าสุดฟาก “หงส์แดง” ดูเหมือนต้องสูญเสีย “จีนี่” ไวจ์นัลดุม หลังมีอาการบาดเจ็บแฮมสตริง.. ความฟิต ระยะเวลาเตรียมทีม ล้วนแต่เป็นอุปสรรค แต่ในมุมหนึ่งการเจอกันในนัดที่ 8 ของเกมลีค ปีนี้ กลับเป็นช่วงเวลาที่ดูเหมาะเจาะ เป็นช่วงเวลาที่ต่างวาดหวัง ต่างอยากช่วงชิง “ชัยชนะ” แถมงานนี้ “เดิมพัน” ดูเหมือนจะหอมหวานไม่น้อย ขณะเดียวกันมันก็เป็น “เดิมพันอันตราย”

ก่อนเกม “เดิมพันอันตราย” ฝ่ายผู้มาเยือน “กองทัพปิศาจ” แค่เริ่มอารัมภบท ก็เปิดตัวได้อย่างน่าสะพรึง ด้วยการคว้าชัยชนะมา 4 นัดรวด โดยเริ่มต้นจากเกมถ้วยการกุศล คอมมูนิตี้ ชิลด์ โดยจัดการแชมป์พรีเมียร์ปีที่แล้ว “เจ้าจิ้งจอก” เลสเตอร์ ไปอย่างสนุก ขณะที่ 3 นัดถัดมาในเกมลีคก็ดูไม่ยากเย็นอะไรนัก บางเกมแลดูเหมือน “ขนมหวาน” ด้วยซ้ำ … ชนะ บอร์นมัธ ในการไปเยือน 3-1 เปิดบ้านอัด “นักบุญ” เซาธ์แฮมป์ตัน นิ่มๆ 2-0 บวกกับเกมบุกไปชนะ “พี่เสือ” ฮัลล์ ซิตี้ 1-0… เก็บ 9 คะแนนเต็ม ในการออกสตาร์ทถือเป็นการสร้างประกายความหวังให้กับเหล่าบรรดา “สาวกปิศาจ” ให้ได้ลิงโลด ได้จินตนาการและวาดหวังถึงฤดูกาลแห่งความสำเร็จที่เฝ้ารอคอย

แต่แล้ว “ความหลอน” ระดับ 100 กระโหลก ก็เริ่มมาเยือน “กองทัพปิศาจ” หลังออกอาการ “เริงร่า” ได้ไม่นาน… เมื่อ 3 นัดถัดมา “อสูรร้าย” เป็นฝ่ายพ่ายแพ้และเพลี่ยงพล้ำแถมเป็นการ “พ่ายแพ้” 3 นัดติด ในรอบ 10 ปี ของผู้จัดการคนเก่งอย่าง “โชเซ่ มูรินโญ่” อีกด้วย ซึ่งการพ่ายแพ้ให้กับทีมแกร่งอย่าง “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อริร่วมเมือง กับการไปพลาดท่าให้กับ “เฟเยนูร์ด” ทีมดังแดนกังหันในศึกยูโรป้า ยังพอเป็นที่เข้าใจ แต่การพ่ายให้กับ “แตนอาละวาด” วัตฟอร์ด ถือเป็นเรื่องราวที่ “หลอนประสาท” อย่างแท้จริง เป็น “ความหลอน” ที่ชวนขนหัวลุกให้กับ “สาวกอสูร” ทุกรูปทุกนาม ซึ่งถึงตอนนี้ หลายคนอาจยัง “หลอน” กันอยู่ เป็น “ความหลอน” ที่ “มิอาจลืมลง”

แม้ว่าจะกลับมาแก้ตัวได้อย่างรวดเร็วกับชัยชนะ 3 นัดรวดในเวลาถัดมา แต่ก็ราวกลัวว่าฤดูกาลนี้จะไร้ความตื่นเต้น “ปิศาจแดง” ของ “มูรินโญ่” จึงหันมาเล่นตามปรัชญาดั้งเดิมของสโมสรตัวเอง ที่ว่า “แมนเชสเตอร์ต้องเล่นด้วยความบันเทิงเท่านั้น” ผลเสมอกับ “ช่างปั้นหม้อ” สโต๊ค ซิตี้ ในบ้านตัวเอง จึงเป็นผลงานที่สร้าง “ความบันเทิง” และ “ความครื้นเครง” อย่างแท้จริง ไปทั่วทุกหย่อมหญ้าอีกครั้ง (หากไม่เชื่อคงต้องลองถาม สาวกของอีก 19 ทีม ว่ามี ความบันเทิงและมีความครึกครื้น ขนาดไหน ?) ทำให้ถึงตอนนี้ “กองทัพปิศาจ” จึงเก็บแต้มได้เพียง 13 แต้ม จากการแข่งขัน 7 นัด ชนะ 4 เสมอ 1 และแพ้ 2 ห่างจากเจ้าบ้าน ลิเวอร์พูล 3 แต้ม และห่างจากหัวตาราง อย่าง “อริร่วมเมือง” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึง 5 แต้ม

ลองหันมาดูฟากฝั่งเจ้าบ้านกันบ้าง.. ประเด็นและเรื่องราวมียาวเหยียดตั้งแต่ก่อนออกสตาร์ทพรีเมียร์ ความคาดหวังยังคงดูสวนทางกับความไว้วางใจในตัว “คล็อปป์”… แม้จะจบฤดูกาลมือเปล่าแถมอันดับในตารางยังรูดไปอยู่ถึงที่ 8 แต่การได้เข้าชิงบอลถ้วย 2 รายการ บวกกับการจับจ่ายใช้สอยเงินครั้งแรกของ “คล็อปป์” อย่างน้อยก็สร้างความคาดหวังที่จะได้เห็นทีมที่ตัวเองเชียร์ ทีมที่ตัวเองรัก ไปได้ไกล แต่ข้อวิจารณ์เรื่องวิพากษ์ยังคงเกลื่อนเมือง “ตัวนั้นซื้อมาแพงไปหรือเปล่า ?”“ตัวฟรี จะเล่นดีจริงหรือ ?”“ปล่อยตัวนั้น..ทำไม ?”“ตัวนี้ทำไมไม่ให้โอกาส ?”“แบ็คซ้าย ไม่ดี ทำไมไม่ซื้อ ?”“กองกลางตัวรับ ทำไม ไม่เสริม?” สารพัดคำถามบนโลกออนไลน์และโลกสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเมามัน ราวประหนึ่งไม่เชื่อ “น้ำยา” ของ “ชายชาวเยอรมัน”

หลังเกมแรกกับการออกไปเยือน เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม จบลง เรื่องราวต่างๆ ทำท่าจะเงียบสงบ การกำราบ “ปืนโต” ถึงถิ่น กับรูปเกมที่เมามันแทบทะลักจุดเดือด สร้างรอยยิ้ม สร้างเสียงหัวเราะ ขณะเดียวกันก็สร้างความหวังต่างๆ นาๆ ให้เกิดขึ้นในหัวใจกองเชียร์… แต่ ประทานโทษ มันก็แค่นัดเดียว เพราะเมื่อเรากล้าบุกไปชนะ “อาร์เซนอล” ได้ถึงบ้าน เราก็กล้าไปพ่ายแพ้ “เบิร์นลีย์” ทีมที่มีมูลค่านักเตะน้อยที่สุดใน 20 ทีมของพรีเมียร์ลีก ได้ถึงบ้านเยี่ยงกัน…

null

ต่อให้ขยี้ตาสักพันหน บ้องหูตัวเองอีกร้อยที หรือให้ย้อนกลับไปในค่ำคืนวันที่ 20 สิงหาคม ใหม่ ก็ไม่มี เดอะ ค็อป คนไหนเชื่อ ว่า “หงส์แดง” ในมือ “คล็อปป์” ที่คุมทีมเต็มตัวปีแรก ทีมที่เพิ่งไปสอยก้น อาร์เซนอล ถึงบ้านมา 4 ลูก จะกล้าแพ้ให้กับทีมน้องใหม่ที่เพิ่งตะกายขึ้นชั้นมาอย่าง The Clarets (ฉายาของทีม เบิร์นลีย์ แปลว่า เหล้าองุ่น แต่ดูเหมือนเป็น องุ่นเปรี้ยว สำหรับ ลิเวอร์พูล ไปซะแล้ว) หลังนกหวีดเสียงหวานเป่าจบเกม ต่างความคิด ต่างความรู้สึก ต่างเสียงวิพากษ์ ต่างคำสบถ พรั่งพรูกันมาโดยมิต้องนัดหมาย การพ่ายแพ้ต่อ เบิร์นลีย์ ดูราวเป็นเรื่องอัปยศ น่าอดสู การเพลี่ยงพล้ำให้กับทีมที่ดูเป็นรองตั้งแต่หัววัน โดยเริ่มต้นเพียงเกมที่สองเพียงพอที่จะเขย่าบัลลังค์ แห่ง “ศรัทธา ความเชื่อมั่น และ ความหวัง” ซึ่งแน่นอน ทุกสายตา ทุกข้อวิพากษ์ ทุกบทวิจารณ์ ล้วนมุ่งเป้าเข้าหา เหล่านักเตะ และ ผู้จัดการทีม

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ผสมถ้อยคำผรุสวาทดังขรม ทฤษฎี แผนการเล่น การจัดตัว รูปแบบการเล่น ล้วนถูกตั้งข้อสงสัย คำถามและทัศนะ มากมาย ผุดมาราวดอกเห็ด บรรดานักเตะเองก็โดนอัดยับรายบุคคล ไม่เว้นตั้งแต่ ศูนย์หน้า ยัน ผู้รักษาประตู คนไหนยิ่งไม่เข้าตามาตั้งแต่แรกหรือโดนชังมาตั้งแต่เก่าก่อน ยิ่งโดนใส่กันแบบไม่ยั้งและไร้ความปราณี แม้แต่ตัวผู้จัดการที่ผู้คนเคยชื่นชอบและรอคอย งานนี้ก็ไม่พ้นวังวน เพราะโดนถล่มตั้งแต่ ทำไมไม่ใช้เงิน ทำไมไมซื้อแบ็คซ้ายอาชีพ ทำไมแก้เกมช้า ทำไมไม่รีบเปลี่ยนตัว ทำไมเอาคนนั้นลง “สารพัด” ทำไม !! แต่แน่นอนว่า ถึง ณ เวลานี้ ชั่วโมงนี้ คำถามเหล่านั้นดูหายไปกับสายลม หลายคนที่ด่าไม่เลี้ยงในวันนั้นหายไปเลย หลายคน “เงียบงัน” ราวกับไม่เคยพูดมาก่อนในชีวิต ขณะที่มีอีกหลายคน หันกลับมา “ชื่นชม” เหล่านักเตะที่ตัวเอง “สาปส่ง” อย่างไม่อาทรร้อนใจ

หลังเกมพลาดท่าให้กับ เบิร์นลีย์… “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เริ่มต้นใหม่อีกครั้งด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ การตบเด็กอย่าง เบอร์ตัน อัลเบี้ยน ทีมกลางตารางของลีค แชมเปี้ยนชิพ ในศึก อีเอฟแอล คัพ รอบ 2 ถึงแม้จะไล่ถล่มยับถึง 5-0 แต่คงบ่งชี้ศักยภาพอะไรไม่ได้มากนักในเมื่อขุมกำลังมิอาจเทียบเคียง ศึกนัดต่อมาก็ทำได้แค่การเสมอทีมวัยหนุ่มอย่าง “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ แม้นโดยรูปเกม ลิเวอร์พูล สมควรที่จะเก็บได้มากกว่า 1 แต้ม.. กับ 5 นัดถัดมา “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ดูเหมือนจะกลับมายอดเยี่ยมอีกครั้ง การเก็บชัยชนะรวดกับ 4 เกมในลีก 1 เกมบอลถ้วย ดูช่วยสร้างความมั่นใจ แต่กระนั้นก็มิอาจวางใจได้อย่างที่ควร ในเมื่อเกมล่าสุดที่เฉือนเอาชนะ “หงส์ขาว” สวอนซี เหล่านักเตะ “ลิเวอร์พูล” ก็ยังแสดงให้เห็นว่า พวกเขาสามารถ ทำตัวเองให้พลาดท่าได้ตลอดเวลาและพร้อมที่จะถูกลงโทษเสมอ อย่างไรก็ดีการเก็บแต้มเป็นกอบเป็นกำในลีคทำให้ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล สามารถกลับมายึดอันดับ 4 ในตาราง จากการแข่ง 7 นัด ชนะ 5 เสมอ 1 แพ้ 1 มี 16 แต้ม ตามหลังทีมแกร่งอันดับหนึ่งอย่าง “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อยู่แค่เพียง 2 แต้ม ซึ่งการมีแต้มขนาดนี้ ดู “หักปากกาเซียน” กันไม่น้อย เพราะหลังจากตารางแข่งขันพรีเมียร์ปีนี้คลอด กูรูหลายสำนักต่างให้ความเห็นว่า “7 นัดมี 10 แต้ม ก็ถือว่าบุญหัว”

“เดิมพันอันตราย” อันดับต้นๆ ที่ทำให้เกม “แดงเดือด” ครั้งนี้ดูมีความเข้มข้น คงไม่พ้นการช่วงชิงคะแนน เพราะเกมนี้ถือเป็นเกมไป-กลับ สำหรับ “ทีมอริ” และ “ทีมคู่แข่ง” โดยตรง.. ลิเวอร์พูล เอง หากยังต้องการดำรงสถานะเป็นผู้ท้าชิงอันดับในลีคปีนี้ ความพ่ายแพ้คงมิใช่ทางเลือก เพราะนั่นหมายถึงช่องว่างของคะแนนกับ “สี่อันดับแรก” อาจห่างออกไป เช่นเดียวกับทางด้านของ “ปิศาจแดง” ที่ตอนนี้ตามหลังจ่าฝูงอยู่ถึง 5 แต้ม และอยู่ใน อันดับ 6 หากเกิดพลาดท่า อาจมีการตามหลังจ่าฝูงถึง 8 แต้ม และอันดับอาจร่วงลงไปอีก หากสถานการณ์เยี่ยงนั้น คงต้องบอกว่า “น่าเป็นห่วง” ไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้น 3 แต้มนี้จึงอุดมไปด้วย “ความหมาย” และที่สำคัญที่สุดสำหรับ เหล่าสาวก “อสูรร้าย” หากเกมนี้ทีมรักเกิดเพลี่ยงพล้ำ มันจะทำให้แต้มห่างจาก “หงส์แดง” ถึง 6 แต้ม ซึ่งหากดูจากช่องว่างแล้ว งานนี้อาจเป็นฝ่ายรองบ่อนและอาจทำให้ถูก “ล้อ” ยันจบฤดู ซึ่งแน่นอนว่างานนี้ “สาวกอสูร” ดูจะกระหายชัยชนะมากกว่า เพราะหาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สามารถกำชัยชนะ นั่นจะทำให้คะแนนมาอยู่เท่ากัน ขณะที่ เหล่าบรรดา เดอะ ค็อป งานนี้อาจรู้สึกชิลๆ เพราะหากเกิดพลาดท่า ก็แค่ “แต้มเท่า” แต่ถ้าได้รับ ชัยชนะอันนี้ก็ไม่อยากคิดแทน

“แดงเดือด” รอบนี้ หาใช่แค่เพียง “เกมแห่งศักดิ์ศรี” หรือแค่ “เกมช่วงชิงแต้ม” หากแต่มันยังเป็น “เกมพิสูจน์กึ๋น” เพราะนี่คือการพบกันอีกครั้งของสองผู้จัดการชั้นนำแห่งยุค หลังจากการปะทะกันมาแล้ว 5 คราว

“เดอะ สเปเชียล วัน” โชเซ่ มูรินโญ่ คงไม่สบอารมณ์เป็นแน่แท้ หากต้องเสียทีให้กับ “ชายธรรมดา” อีกครั้ง เพราะก่อนหน้านี้ ในการเจอกัน 5 รอบ ต้องบอกว่า “เดอะ สเปเชียล วัน” ดู “บ้อท่า” และไปไม่เป็น ในเมื่อผลงานโดยรวมตั้งแต่คุมทัพ “ราชันชุดขาว” ยันถึง “เชลซี” เจ้าตัวสามารถพาทีมชนะลูกทีมของ “คล็อปป์” ได้เพียงครั้งเดียว ขณะที่ “ชายธรรมดา” สามารถพาทีมชนะได้ถึง 3 ครั้ง เสมอ 1 และ พ่ายแพ้ 1 ซึ่งเกมล่าสุดคือเกมในฤดูกาลที่แล้ว ครั้งที่ “เดอะ สเปเชียล วัน” ยังคงคุม “สิงโตน้ำเงินคราม” ก่อนถูกอัปเปหิ ซึ่งการพบกันหนแรกบนเมกะลูกหนังเกาะอังกฤษ “เชลซี” ในมือ “มูรินโญ่” ค่อนข้าง “ยับเยิน” หลังโดนไป 3-1 คาบ้าน เกม “แดงเดือด” เกมนี้ จึงมีความหมายกับ “เดอะ สเปเชียล วัน” ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะมันคงดูไม่ “สเปเชียล” แน่ๆ หากทำทีมมา “แพ้แล้ว แพ้เล่า” ให้กับ “ชายธรรมดา”

สถานการณ์ ของ 2 ผู้จัดการ เป็นอีก “เดิมพันอันตราย” โดยเฉพาะในแง่มุมของ “โชเซ่ มูรินโญ่” ที่มองแบบไหนก็ไม่งาม หากงานนี้เกิดพ่ายแพ้หรือเพลี่ยงพล้ำให้กับ “หงส์แดง” บรรยากาศภายในทีม ความศรัทธา ความคาดหวัง ล้วนได้รับผลกระทบ การพ่ายแพ้ 3 เกมใน 8 นัด นั่นอาจหมายถึง เวลาแห่งการชิงชัยและไขว่คว้าแชมป์ของ “กองทัพปิศาจ” อาจเหลือไม่เยอะ และอาจดูเลือนราง วลีเด็ด อย่าง “ปีหน้าเอาใหม่” อาจถูกหยิบยกมาใช้ก่อนเวลาอันควร ซึ่งหากวัดจากสถิติหลายปีหลังของพรีเมียร์ลีค อัตราเฉลี่ยของ 1 ใน 4 อันดับแรก มักแพ้ได้ไม่เกิน 7-8 นัดต่อฤดูกาล แถมนี่อาจเป็นอาการ “สุ่มเสี่ยง” ต่อสถานภาพของ “มูรินโญ่” ยิ่งนัก และหากสมมติเกิด “ดวงแตก” หมดลุ้นตั้งแต่ก่อน “มกราคม” ใครจะกล้ารับประกัน ว่า “มูรินโญ่” คือคนที่เหมาะสมที่สุด สำหรับ “ปิศาจแดง” อย่างที่เคย แม้หลายคนอาจบอกว่ามันไม่น่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่เมื่อมันเคยเกิดมาแล้วเมื่อปีก่อน ที่ “สแตมฟอร์ด บริดจ์” เหตุใดมันจะเกิดขึ้นอีกครั้งไม่ได้ ที่ “เธียเตอร์ ออฟ ดรีม”

null

หันกลับมาดูสถานการณ์ด้าน “ชายธรรมดา” อย่าง “คล็อปป์” กันบ้าง แม้อาจดู “ลอยตัว” กว่า “เดอะ สเปเชียล วัน” แต่การพ่ายแพ้ก็หาใช่เรื่องชวนปรารถนา “ชัยชนะ” เท่านั้นคือเครื่องตอบแทนอันเหมาะสมและแสนหวาน การเข้ามาเป็น ผู้จัดการทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล หาใช่ภาระอันธรรมดาไม่ บ่าสองข้างล้วน แบกความคาดหวัง แม้เป้าหมายหลักในปีนี้จะอยู่ที่ 4 อันดับแรกก็ตาม แต่การเก็บแต้มต่อเนื่องในบ้านน่าจะเป็นเรื่องราวที่ดี เพราะนี่คือบทพิสูจน์ถึง “ความสม่ำเสมอ” คุณลักษณะพิเศษชนิดหนึ่งสำหรับทีมที่อยากประสบความสำเร็จ “แดงเดือด” เกมนี้จึงเปี่ยมไปด้วย “ความหมาย” ต่อทั้งสองผู้จัดการ

ไม่มีเกมไหนในโลกลูกหนังพรีเมียร์ลีคที่คุณสามารถคาดเดา ทีมเล็กอัดทีมใหญ่ ทีมเงินน้อยสอยทีมเงินล้าน มีให้เห็นเป็นประจำ “แดงเดือด” เกมนี้ก็เยี่ยงกัน บทสรุปเกิดได้ทุกหน้า ไม่ว่า เสมอ แพ้ หรือ กุมชัยชนะ… ความละเอียด ความใส่ใจต่อแผน การจัดตัวผู้เล่น การวางแทคติค การแก้หมาก ล้วนมีส่วนต่อรูปเกม ขณะเดียวกันเหล่าผู้เล่นที่ลงบรรเลงแข้งอยู่ในสนาม คือ ผู้กำหนดชะตา ไม่เว้นแม้แต่การตัดสินของกรรมการ ก็อาจมีผลกระทบ ดังนั้น ความพ่ายแพ้ หรือ ชัยชนะ อาจเกิดขึ้นได้ในเสี้ยววินาที

ไม่ว่า “แดงเดือด” จะจบลงเยี่ยงไร ?? แต่เชื่อว่าหากใคร “พลาดท่าเสียที” ให้กับเกมนี้ คงสร้างความสั่นคลอนให้กับสถานะไม่น้อยเลยทีเดียว… ใครจะรู้ ?? บางทีเกมนี้อาจเป็นเกมปูทางสู่ความสำเร็จ ขณะเดียวกันมันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ “หายนะ” แม้จะดูเร็วไปหน่อยที่จะรีบมองแบบนั้น แต่สมัยนี้ โลกของเราใบนี้มันช่างหมุนไวนัก บางทีหากเกิดพ่ายแพ้ 3 เกมใน 8 นัดแรก อาจทำให้บางทีมต้องรีบ “ขยับตัว”

บทความโดย THE REDS MAGAZINE