[พร้อมคลิปประตู] อเล็กซิสคนเหล็ก! ปืนโตบุกรัวหม้อแตก 4-1 จี้หงส์แต้มเดียว ลุ้นที่สี่เต็มตัว

0
636
WATFORD, ENGLAND - AUGUST 27: Alexis Sanchez of Arsenal gives a thumbs up during the Premier League match between Watford and Arsenal at Vicarage Road on August 27, 2016 in Watford, England. (Photo by Christopher Lee/Getty Images)

samsung-banner-300x42-1-300x42-300x42

สโต๊ค ซิตี้ ทีมกลางตารงพรีเมียร์ ลีก ไม่ได้ลุ้นอะไรแล้ว รับการมาเยือนของอาร์เซนอล ที่ยังต้องการทุกคะแนนเพื่อการไปแชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า

5 นาทีแรกเป็นเจ้าบ้านเดินเกมรุกเขาใส่ทันที แต่ก็ยังไม่มีจังหวะจะแจ้ง

นาทีที่ 9 เป็นทีมเยือนที่ได้ลุ้นก่อนจากลูกเตะมุม มุสตาฟี่ ได้โหม่งย้อยๆ จะเสียบคานอยู่แล้ว แต่ บัตแลนด์ นายทวารเจ้าถิ่นปัดทิ้งออกไปได้

นาทีที่ 13 อาร์เซนอลได้ลุ้นอีกครั้ง เออซิล วางยาวให้มอนเรอัล ที่สอดขึ้นมาแต่พอจับบอลได้ก็หมดพื้นที่ทำอะไรไม่ได้ บอลหลุดออกหลังไป

นาทีที่ 17 ทีมเยือนน่าได้ประตูสุดๆ จากจังหวะขึงเกมรุกเอาไว้ได้ เบลเลริน วางบอลเข้าเขตโทษ และเป็นมอนเรอัลทีได้โหม่งบอลชนเสา กระเด้งออกมา และไม่มีผู้เล่นอาร์เซนอลได้ซ้ำจังหวะสองได้สำเร็จ

ผ่านครึ่งทางครึ่งแรก เป็นทีมเยือนที่บุกได้น้ำได้เนื้อกว่าเจ้าบ้านที่ต้องรอเล่นจังหวะสวนกลับ

นาทีที่ 29 สโต๊คได้ฟรีคิกระยะประมาณ 25 หลาหน้าเขตโทษ อาร์เนาโตวิช ปั่นด้วยขวาบอลข้ามคานออกไป

นาทีที่ 34 แนวรับด้านขวาของสโต๊คเจอป่วนต่อเนื่อง อเล็กซิส เก็บตกจังหวะสองก่อนหาจังหวะยิงบอลเฉี่ยวเสาออกไป

นาทีที่ 35 เจ้าบ้านได้ลุ้นบ้างจากจังหวะยิงของชากิรี่ บอลแฉลบแนวรับปืนใหญ่ออกหลังไป

Goal! นาทีที่ 42 อาร์เซนอลได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะโกเกอแลง แทงทะลุแนวรับให้เบลเลริน ขึ้นสวนขึ้นไปเปิดเข้ากลางให้ชิรูด์ชาร์จจ่อๆ ไม่มีเหลือออกนำแล้ว

จบครึ่งแรก สโต๊ค ซิตี้ 0 – 1 อาร์เซนอล

ครึ่งหลังเริ่มต้นโดยไม่มีการเปลี่ยนตัวทั้งสองทีม

นาทีที่ 51 สโต็คได้บอมบ์ยาว แต่เตะไม่ดี บอลมาเข้าทางอาร์เซนอลได้สวนกลับ แต่จังหวะสุดท้ายแนวรับทีมเยือนได้บอลสวนกลับก่อนจบด้วยการยิงออกหลัง

Goal! นาทีที่ 55 อาร์เซนอลได้ประตูที่สองจากจังหวะ อเล็กซิส ส่งบอลตรงๆ ทะลุแนวรับทั้งยวงของสโต๊ค ไปถึงเออซิล ก่อนจบด้วยการดีดบอลข้ามบัตแลนด์เข้าไปอย่างสวยงาม

นาทีที่ 58 เกมหยุดชั่วขณะจากจังหวะปะทะกลางอากาศที่มาด้วยศอกของชอว์ครอสส์ใส่ขมับของชิรูด์ ต้องไปปฐมพยาบาลก่อนกลับมาได้

นาทีที่ 60 สโต๊คน่าได้เหมือนกัน จากจังหวะได้ลุยไปถึงริมเส้นก่อนบอลจบด้วยการโหม่งของมาเม่ บิรัม ดิยุฟ บอลหลุดเสาไป

นาทีที่ 61 สโต๊ค อยู่เฉยไม่ได้เปลี่ยนสองตัวรวด ส่งทั้ง ปีเตอร์ เคร้าซ์ และไซโด้ เบราฮิโน่ ลงมาแทนที่ โจ อัลเลน และมาเม่ บิรัม ดิยุฟ

นาทีที่ 63 เจ้าบ้านโหมหนัก และกลับมาเล่นเกมบอลกลางอากาศมาเล่นกับอาร์เซนอล บรูโน่ มาร์ติน อินดี้ส์ ได้โหม่งย้อยบริเวณกรอบหกหลา เช็ก ยังไวพอปัดทิ้งออกหลังไปได้

Goal! นาทีที่ 67 เจ้าบ้านเอาบอลยาวมาใส่เต็มตัว และได้ประตูไล่ขึ้นมา 1-2 จากชากิรี่ได้บอลด้านซ้ายก่อนบอมบ์เข้ากลางให้ เคร้าซ์ โฉบตัดหน้าแนวรับปืนใหญ่โหม่งไล่ขึ้นมาได้สำเร็จ แต่จากภาพช้า กลายเป็นโดนมือเคร้าซ์เข้าประตูไป

Goal! นาทีที่ 76 อาร์เซนอล ได้ประตูที่สามจากอเล็กซิสที่ส่งสัญญาณขอเปลี่ยนตัว แต่บอลดันไม่ตาย เลยต้องเล่นต่อ แต่กลายเป็นดีเมื่อดาวเตะชิลี รับบอลจากเบลเลริน ก่อนยิงด้วยขวาในเขตโทษบอลเสียบเสาเข้าไปหนีห่างเป็น 1-3

นาทีที่ 77 อาร์เซนอลถอดอเล็กซิส ออก ส่ง อารอน แรมซีย์ ลงสนาม

นาทีที่ 78 แรมซีย์ได้โอกาสยิงทันทีจากจังหวะได้บอลในเขตโทษ ก่อนดึงจังหวะหนึ่งครั้ง และยิงทันทีแต่ไม่ผ่านการเซฟของบัตแลนด์

Goal! นาทีที่ 80 อาร์เซนอลหนีห่าง 1-4 จากเออซิล เปิดเข้ากลางให้แรมซีย์ ได้บอล ก่อนปาดเข้ากลางให้ชิรูด์ ล้มตัวยิงไม่มีเหลือ เป็นประตูที่สองของหัวหอกทีมชาติฝรั่งเศส

นาทีที่ 83 อาร์เซนอล เปลี่ยนสองคนรวด ถอด เมซุต เออซิล และ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ออก ส่งแดนนี เวลเบ็ค และธีโอ วัลคอตต์ ลงสนาม

นาทีที่ 85 สโต๊ค มีโอกาสได้ลุ้นประตูไล่ขึ้นมาจากการยิงในเขตโทษของคาเมรอน แต่เช็กเซฟได้สวย

ช่วงท้ายเกมทั้งสองทีมยังมีโอกาสลุ้นประตูด้วยกันทั้งสองทีม แต่ทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้ จบเกม สโต๊ค พ่าย อาร์เซนอล 1-4 คาบ้านของตัวเอง อยู่อันดับที่ 13 เช่นเดิม ขณะที่อาร์เซนอลฟอร์มแรงต่อเนื่องอยู่อันดับที่ 5 ตามหลังลิเวอร์พูลอันดับ 4 เพียงหนึ่งคะแนนในขณะที่เหลือสองเกมสุดท้ายของฤดูกาล

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

สโต๊ค ซิตี้: แจ็ค บัตแลนด์, เกล็น จอห์นสัน, ไรอัน ชอว์ครอสส์, บรูโน่ มาร์ติน อินดี้ส์, เอริก ปีเตอร์ส, เกล็น วีแลน, เจฟฟ์ คาเมร่อน, เซอร์ดาน ชากิรี่, โจ อัลเลน (ปีเตอร์ เคร้าซ์ 61), มาร์โก อาร์เราโตวิช (รามาดาน โซบิ 81), มาเม่ บิราม ดิยุฟ (ไซโด้ เบราฮิโน่ 61)

อาร์เซนอล: ปีเตอร์ เช็ก, โลรองต์ กอสเซียลนี, สโคดราน มุสตาฟี่, ร็อบ โฮลดิ้ง, เฮคตอร์ เบลเลริน, ฟรานซิส โกเกอแลง, กรานิต ชาก้า, นาโช่ มอนเรอัล, อเล็กซิส ซานเชส (อารอน แรมซีย์ 77), เมซุต เออซิล (แดนนี เวลเบ็ค 83), โอลิวิเยร์ ชิรูด์ (ธีโอ วัลคอตต์ 83)